จำได้ว่าตั้งแต่เด็ก เคยใฝ่ฝันว่าจะไปเที่ยวสถานที่ๆหนึ่ง ที่ๆอยากไปมาก... เคยเห็นแต่ในรูป เคยเจอแต่ในหนังสือ และคิดไปต่างๆนาๆว่ามันจะเป็นยังไงนะ แล้วถ้าสมมติว่าวันนึงฉันได้ไปจริงๆมันจะเหมือนกับที่ฉันเคยวาดภาพเอาไว้หรือเปล่า ได้แต่หวังลมๆแล้งๆอยู่อย่างนั้น มันไม่ได้เป็นสถานที่ๆสวยงามอะไรนักไม่ใช่ปาย ไม่ใช่ทะเลอันดามัน ไม่ใช่...แค่สะพานข้ามแม่น้ำแคว อาจจะเป็นสถานที่น่าหดหู่ มีแต่ร่องรอยของความโหดร้ายและการสูญเสีย แต่สำหรับฉันอาจเพราะรอคอย ใฝ่ฝันมานานปี จึงคิดว่ามันเป็นสถานที่ๆงดงามที่สุด งดงามเท่าที่ภาพในใจของใครคนนึงจะพึงมี พึงวาดเอาไว้ในความทรงจำ
โปรแกรมยาวเหยียดตลอดหลายอาทิตย์ที่ผ่านมา ไล่ตั้งแต่ที่สัตตหีบ จนถึงธัญบุรี ลงท้ายที่การสัมมนาที่เมืองกาญจน์นี่เอง จนได้พบกับสิ่งที่อยู่ในหัวมาตลอดว่าสักวันจะได้พบ แต่ไม่คิดว่าจะได้พบ จากการโดดสัมมนา...!!!
เรื่องของเรื่องคือเหนื่อยมากและอยากจะออกมานั่งพักหู พักตา พักใจข้างนอกบ้าง ดังนั้นในระหว่างที่พักเบรค ก่อนเริ่มอาหารเย็น ก็เลยเดินดุ่มๆตามกลุ่มอาจารย์ผู้ชายในคณะเดินเล่นสำรวจโน่นนี่ตามประสาเลขากลัวกล้อง+ไกด์ทัวร์เจ้าสำราญ หลังจากเดินชี้โบ๊ชี้เบ๊อยู่พักใหญ่ก็เลยถูกถามว่า"เราเลยไปดูสะพานข้ามแม่น้ำแควกันมั้ย..?" สิ่งที่คิดในใจตอนนั้นคือประโยคเดียวที่มันวนไปวนมาในหัว ...จริงเหรอ จริงๆเหรอ เราจะได้ไปที่นั่นจริงๆใช่มั้ย
ใครเลยจะไปคิดว่าสะพานที่ว่ามันอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก เพราะแค่เดินเลาะผ่าน LOBBY กับดงจิ้งหรีด(เสียงดังๆ)ไม่กี่ก้าวเราก็มายืนตระหง่านอยู่บนสะพานที่ว่าแล้ว(โธ่...ตรูก็หลงนึกว่าจะไกลแสนไกลสักแค่ไหน..ที่แท้ก็..มันน่ามั้ย)
วินาทีที่ได้เหยียบลงบนสะพานแห่งนี้(ขอเล่าเวอร์ๆตามประสาบ้านนอกเข้ากรุง..เอ่อ บ้านนอกเข้าบ้านนอก(กว่า)) ความรู้สึกมัน.. มันคือฝันที่เป็นจริง มันคือสิ่งที่เรารอคอยมาทั้งชีวิตที่ไม่คิดว่าจะได้มาเจอ เพราะงั้นในสายตาคนทั่วไปอาจจะว่ามันธรรมดา มันงั้นๆแหละ แค่นี้ไม่เคยเห็นเรอะ ฯลฯ..แต่สำหรับฉันมันวิเศษมาก จนฉันต้องก้าวช้าๆ ทีละก้าว ทีละก้าว อยากจะสัมผัสและอยู่กับมันให้ได้มากที่สุด อะไรที่เคยมีอยู่ในหัวเกี่ยวกับสถานที่นี้มันหลั่งไหลประดังประเดออกมาหมด เราได้มาที่นี่แล้ว นี่ไงที่ๆเราใฝ่ฝันอยากมา เรามาแล้วจริงๆนะ ไม่ใช่ฝันนะ ใช่..มันคือความจริงที่ไม่แตกต่างจากภาพที่เคยวาดไว้ในฝันเลย ตรงนี้มีไอ้นั่น ตรงนั้นมีไอ้นี่ รายละเอียดเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาและภาพวาดที่เคยวาดไว้ในหัวว่ามันน่าจะเป็นงี้ๆๆๆนะ พอมาเจอของจริง ยิ่งกว่าดีใจ..พยายามเก็บอาการลิงโลด แต่สายตามองกวาดทุกอย่างด้วยความกระหาย ไม่มีเบื่อ ไม่เมื่อย ไม่ร้อน ไม่รำคาญอะไรทั้งนั้น โลดแล่นไปดังใจฝันในทุกอย่างที่เคยสั่งสมบ่มเพาะไว้ในความรู้ ความทรงจำที่ผ่านมา
ประวัติศาสตร์ช่วงนั้น สถานีรถไฟมันเริ่มจากตรงไหน ที่นี่ตำบลอะไร มีคนตายเพราะสร้างสะพานนี้กี่คน ญี่ปุ่น หรืออเมริกัน แล้วสุสานพันะมิตรล่ะ พิพิธภัณฑ์อักษะล่ะ...อยากจะยืดเวลาออกไปให้นานแสนนานทั้งๆที่พระอาทิตย์อัสดงแล้ว รถไฟขบวนล่าสุดของวันนั้นแล่นผ่านมาตรงหน้าแล้ว มันเหมือนเป็นวันของฉันที่รถไฟผ่านมาเวลานั้นพอดี เพราะได้เวลาจากลาแล้ว มันจึงเป็นนาทีที่มีค่าสำหรับฉันที่สุด ไม่ใช่การถ่ายรูป ไม่ใช่การหามุมสวยๆ แต่เป็นการเก็บภาพแห่งความทรงจำทั้งหมดด้วยกล้องของตัวเองคือสายตา มีสองตาเป็นกล้อง มีสมองเป็น MEMORY บันทึกทุกอย่างไว้ก่อนจะเดินกลับมาเป็นคนสุดท้าย ขณะที่เดินตามต้อยๆยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เป็นไอ้บ้าอยู่คนเดียว สายตายังพยายามดูทุกสิ่งทุกอย่างไว้ทั้งๆที่มันเป็นป่าล้วนๆ มีแต่ข้อความตัวคันจิที่อ่านไม่ออก แต่มองออกว่ามันมความหมาย มีคุณค่าอยู่ในตัวของมัน สายตาก็เลยไปหยุดที่เตาเผาหุ่น(เห็นใครพูดแว่วๆนะ แต่เท่าที่มองมันมีกระถางธูปและป้ายวิญญาณอะไรซักอย่าง ก้เลยคิดว่าไม่น่าจะใช่) เป็นรูปหน้าทหารญี่ปุ่นใส่หมวกขนาดใหญ่ กับศาลเจ้าแม่ดงตะเคียนอะไรซักอย่างอยู่ใกล้ๆกันก็เลยยกมืออธิษฐานขอให้ได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง...แล้วก็ได้กลับมาที่นี่จริงๆ
วันรุ่งขึ้นนี่แหละ โดนโทรปลุกแต่เช้า มีสาว ออ ฟ้า นก เดินเอ้อละเหยลอยชายกลับมาทั่นี่อีกครั้งหลังอาหารเช้าที่รีบตื่น รีบกิน รีบกอบโกย จะได้มีเวลาหนีเที่ยวเยอะๆก่อนโดนลากเข้าห้องประชุม(นิสัยนะนั่น...) ก็เลยเดินกลับมาที่นี่อีกครั้ง ผ่านเส้นทางเดิมที่เริ่มเคยคุ้นมากขึ้น คราวนี้มีสาระมากขึ้น(เหรอ..) คือมาเที่ยวแบบเต็มตัว ไม่ได้มาแบบประทับใจอย่างคราวแรก ด้วยการเดินไปจนถึงอีกฟากหนึ่ง ซื้อของที่ระทึก(ย้ำ..ระทึก เพราะมันคือลูกระเบิด~ของเล่นน่ะ) โบว์ชัวร์ พวงกุญแจ หมวกญี่ปุ่น ฯลฯ เดินช็อบกันจนขาลากกกกกกกกกก...ลืมเวลา!!! ต้องนั่งรถไฟข้ามฟากกันเลยทีเดียว เหอะ เหอะ แล้วด้วยความที่ฉลาดจัด โดดขึ้นรถโดยไม่ถามเขาซักคำว่าจะไปไหน ห้าสาวก็เลยทำหน้าตาตื่น ตาโตใส่กันเพราะมันจอดเลยป้าย 55555++(นี่แหละทางรถไฟสายประวัติศาสตร์สำหรับฉัน สะพานแควใหญ่-เขาปูน ระยะทาง 800 เมตร) เล่นเอานั่งหัวเรากันท้องแข็งเพราะความก่งก๊งของตัวเอง เกือบนึกว่าจะถูกปล่อยเกาะซะแล้ว กว่าจะกลับมาที่เดิมเล่นเอาแทบแย่ เปล่า..นั่งฮาแตกกันมาตลอดทาง ก่อนจะเดินหลบๆซ่อนๆเข้าห้องประชุม(LATE) ได้เล่นเอาหันมามองกันทั้งห้อง ไม่อายค่ะ ระดับนี้แล้ว...ฮาสถานเดียว เพราะกลายเป็นกรุ๊ปทัวร์กลุ่มเดียวที่ได้เที่ยวในขณะที่ทุกคนนั่งจับเจ่าอยู่กับเก้าอี้โดยไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะออกไปผจญภัยที่ไหน อย่าว่าแต่ครึ่งของฉัน แม้แต่รอบรีสอร์ทก็หามีไม่..สำหรับฉันถือว่าโชคดีที่ได้หนีการสัมมนา โชคร้ายที่ได้เที่ยวก็แล้วกัน หึหึหึ
สรุป :- การเดินทางทริปนี้ประทับใจมาก นอกเนือจากความสนุกท่ามกลางความเหนื่อยคือฝันที่เป็นจริง (แบบไม่คาดคิด) ที่เชื่อว่าคงจะติดอยู่ในใจฉันตลอดไป
หวังใจว่าคำอธิษฐานครั้งที่สองหลังจากหนีเที่ยวที่ขอไว้กับเจ้าแม่ต้นเดิม ญี่ปุ่นตัวเดิม จะฝากผ่านสายลม ขุนเขา ท้องฟ้า จะชักพาความฝัน..กับความจริง มาบรรจบพบกัน เพื่อให้ฉันได้กลับมาเยือนที่นี่อีกครั้งหนึ่งสมดังใจ...ในสักวัน เนาะ ~~
*******************************************************************
คอนเสิร์ตสนุกมาก ^^